โลชั่นกับครีม ต่างกันอย่างไร

บนโต๊ะเครื่องแป้งของสาวๆ หลายคนอาจเต็มไปด้วยครีมโลชั่นและเครื่องสำอางมากมาย ซึ่งบางทีก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไมจึงต้องใช้ทั้งครีมทั้งโลชั่น ใช้ตัวใดตัวหนึ่งแทนกันไม่ได้เลยหรือ? โลชั่นกับครีมต่างกันอย่างไร? หากคุณเองก็กำลังสงสัยแบบนี้เหมือนกัน ด้านล่างนี้มีคำตอบให้คุณแล้ว

ครีมและโลชั่นแตกต่างกันอย่างไร?

ครีม (Cream) ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของน้ำมัน (Oil) + น้ำ (Water) จึงทำให้เนื้อมีความเข้มข้นสูง การดูดซึมเข้าสู่ผิวจึงช้ากว่าการบำรุงผิวชนิดอื่น นอกจากนี้อาจมีการใส่พวกสาร Active Ingredients เพื่อให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างเต็มที่ จึงเหมาะสำหรับคนผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ใบหน้าลอก และเกิดริ้วรอยก่อนวัย และถ้าจะให้ดีหลังจากใช้ครีมบำรุงผิวมาทั้งวันควรทำความสะอาดหน้าด้วยโฟมล้างหน้าที่มีค่า PH เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย

โลชั่น (Lotion) ถึงแม้เนื้อโลชั่นจะมีลักษณะคล้ายครีมมาก แต่จะมีส่วนประกอบของน้ำ(Water) มากกว่า จึงมีลักษะเหลวกว่า และยังเพิ่มส่วนผสมของสาร Active Ingredients วิตามิน หรือสารสกัดบำรุงผิวพรรณชนิดอื่นลงเนื้อโลชั่นได้ ผิวจึงสวยกระจ่างใสมากขึ้นกว่าเดิม โลชั่นสามารถใช้ได้ทั้งผิวธรรมดา และผิวผสมที่ค่อนข้างดูแลยาก ทั้งนี้ควรทาในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากผิวมันบริเวณ T-Zone ต้องดูแลเป็นพิเศษ หากใช้มากอาจมันเกินไปได้

                หากดูที่ลักษณะความเข้มข้นหรือความหนืดของผลิตภัณฑ์ โลชั่นมีความหนืดน้อยกว่า บางกว่า จึงสามารถบรรจุในภาชนะที่บีบหรือปั๊มได้ อีกทั้งเหมาะสำหรับการให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวธรรมดา ส่วนครีมที่มีความหนืด หนาสูงกว่า จึงไม่สามารถบีบหรือปั๊มออกมาได้ง่าย และเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งเพราะมีคุณสมบัติในการปกป้องเป็นพิเศษ

เมื่อรู้ถึงความแตกต่างของครีมกับโลชั่นแล้วก็มาถึงการใช้ที่ถูกต้อง เพื่อครีมและโลชั่นจะได้ซึมเข้าสู่ผิวอย่างเต็มที่

วิธีทาครีมที่ถูกต้อง

1) ทำความสะอาดผิวให้สะอาด

ก่อนการบำรุงผิวด้วยครีมทุกครั้งต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยเพื่อให้ครีมบำรุงผิวสามารถสัมผัสกับผิวหนังได้อย่างเต็มที่และซึมซาบเข้าดูแลได้อย่างล้ำลึก ยิ่งเวลาที่อาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผิวหนังจะเก็บความชุ่มชื้นของน้ำเอาไว้อย่างดี จึงควรใช้ครีมบำรุงหลังจากอาบน้ำ 5 – 10 นาที ก็จะทำให้ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้กับผิว ผิวจึงเนียนนุ่ม เรียบเนียน และปกป้องผิวได้ดีตลอดวัน

2) ควรทาครีมในปริมาณที่พอดี

ไม่ว่าจะทาครีมที่ผิวกาย ผิวหน้า หรือผิวบริเวณดวงตา ควรทาครีมในปริมาณทีพอดีไม่มากหรือน้อยเกิน เพราะหากทาเยอะก็จะทำให้เหนียวจนเหนอะ หากทาน้อยก็อาจแห้งไม่ทันได้บำรุงจึงอาจทำให้ใช้ไม่ได้ผล

3) ทาครีมให้ทั่วผิว

การทาครีมให้ได้ผลต้องทาครีมให้ทั่วถึงทั้งบริเวณ โดยใช้มือและนิ้วค่อยลูบไล้ เริ่มจากใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยเนื้อครีมบำรุงผิวไปยังบริเวณผิวหนังที่กว้างที่สุดก่อน ไม่ว่าจะเป็น ลำคอ หัวไหล่ แขน หรือต้นขา ส่วนบริเวณผิวหน้าให้เริ่มจากโหนกแก้มแล้วเกลี่ยครีมไปตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผาก ด้วยวิธีแบบนี้สารประกอบต่างๆจะสามารถซึบซาบเข้าไปบำรุงผิวได้ครบทุกจุดที่ต้องการ

4) ใช้ครีมให้เหมาะสมกับส่วนต่างๆ

การทาครีมที่ผลิตมาเฉพาะถึงแม้จะดูยุ่งยากแต่ก็มีเหตุผลดีๆคือ ความแตกต่างของส่วนประกอบหรือสารต่างๆที่นำมาใช้ผลิตครีมบำรุงแต่ละตัวนั่นเอง ซึ่งอาจจะมีสารบางตัวทำให้เกิดอาการแพ้บนใบหน้าหรือดวงตาได้ การทาครีมที่เหมาะสมกับส่วนต่างๆจึงเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหานี้

หากทาครีมได้ถูกต้องตามนี้ก็จะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี ขาวใส เนียนนุ่มน่าสัมผัส และไม่แพ้อีกด้วย

วิธีใช้โลชั่นที่ถูกต้อง

1) ควรใช้โลชั่นทันทีหลังอาบน้ำเสร็จเพื่อที่จะล็อคความชื้นในผิวและสร้างเกราะเพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว

2) โลชั่นจะทำงานได้ดีบนพื้นที่ของร่างกายที่ไม่มีเส้นขน หรือบริเวณแห้งกร้านที่ไม่รุนแรงนัก เช่น บริเวณข้อศอกหรือเท้า ดังนั้นหากใบหน้าไม่ได้แห้งมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมที่ใบหน้า ใช้แค่โลชั่นก็เพียงพอแล้ว

3) หน้าหนาวควรทาโลชั่นไม่ให้ขาด

ในหน้าหนาวผิวมักแห้ง แตกและลอกเป็นขุยๆ จึงควรทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำสม่ำเสมอ หากทาเช้าเย็นและระหว่างวันได้ยิ่งดี เพื่อป้องกันอากาศเย็นขโมยความชุ่มชื่นของผิว

4) หน้าร้อนก็ควรทาโลชั่น

เมื่อถึงหน้าร้อนหลายคนอาจไม่ทาโลชั่นเพราะกลัวมันเยิ้ม ซึ่งไม่ถูกต้องเนื่องจากผิวก็ยังต้องการ การบำรุงเช่นกัน จึงควรเลือกทาโลชั่นที่เนื้อบางเบาไม่เหนียวเหน่อะหน่ะ เพื่อให้โลชั่นซึมซาบสู่ผิวได้ดี รวดเร็วและไม่ทิ้งความมันไว้บนผิว

5) ไม่ละเลยทาโลชั่นมือและเล็บ

อย่าคิดว่ามือและเล็บไม่มีความจำเป็นต้องทาโลชั่น เพราะแต่ละวันมือไปสัมผัสกับสิ่งปรกมากมาย จึงต้องล้างมือบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้มือและเล็บอาจเสียความชุ่มชื้นไปได้ การทาโลชั่นบำรุงมือและเล็บอยู่เสมอ จะช่วยให้มือไม่แห้งและยังนุ่มน่าสัมผัสอีกด้วย

เมื่อรู้แล้วว่าโลชั่นกับครีมต่างกันอย่างไรก็ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามสภาพผิวและวิธีการใช้ เพื่อผิวของคุณจะได้นุ่มนวล เนียนเรียบน่าสัมผัสตลอดไป


รับข่าวสาร สุขภาพและความงาม Line@beauty.good

14bfe37d26cceba0dd87acb5862d4e94.jpg